KrisakornClinicBKK

โรคแพนิก
Panic Disorder

หลายคนเคยมีช่วงเวลาที่ใจเต้นแรง เหงื่อแตก หรือหายใจไม่อิ่มจนรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แต่สำหรับบางคน อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้น “เฉียบพลันและรุนแรง” โดยไม่ทันตั้งตัว จนเกิดความกลัวว่าจะตาย ควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือกำลังจะเป็นโรคหัวใจ ทั้งที่ตรวจร่างกายแล้วปกติทุกอย่าง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคแพนิก (Panic Disorder) หนึ่งในความผิดปกติทางความวิตกกังวลที่พบได้บ่อยและรักษาหายได้

นิยามของโรคแพนิก

โรคแพนิกคือภาวะที่เกิด “การตื่นตระหนกเฉียบพลัน (Panic Attacks) ” ซ้ำๆ โดยไม่คาดคิด และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสถานการณ์หรือสิ่งกระตุ้นใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ มักไม่มีสาเหตุชัดเจน ร่างกายตอบสนองราวกับกำลังตกอยู่ในอันตราย เช่น ใจสั่น แน่นอก หายใจไม่อิ่ม มือสั่น ชา หน้ามืด หรือรู้สึกเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ มีความวิตกกังวลขั้นสุด และกลัวว่าจะเสียชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริง ณ ขณะนั้นไม่ได้มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น

  ความแตกต่างสำคัญระหว่างอาการเครียดทั่วไปกับอาการแพนิก คือ อาการเครียดทั่วไปมักมีสาเหตุ เช่น ปัญหาเรื่องงาน, ความกังวล หรือ สถานการณ์กดดันอื่นๆ เป็นต้น แต่คนที่เป็นโรคแพนิก ไม่ได้แค่เครียด แต่เป็นปฏิกิริยาของระบบประสาทอัตโนมัติที่ไวผิดปกติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความกลัวและความอึดอัดไม่สบายใจพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดภายในเวลาไม่กี่นาที และหลายครั้งรุนแรงจนคนไข้คิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือกำลังจะเสียชีวิต อาการดังกล่าวอาจดูคล้ายคลึงกับอาการของโรคหัวใจวายหรือภาวะเจ็บป่วยร้ายแรงอื่นๆ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น โรคแพนิคมักจะได้รับการวินิจฉัยหลังจากที่ผู้ป่วยผ่านการตรวจร่างกายหรือเข้าห้องฉุกเฉิน จนตัดความเป็นไปได้ของโรคร้ายแรงทางกายอื่นๆ ออกไปแล้ว

  ในช่วงเวลาระหว่างที่อาการสงบ ผู้ป่วยมักจะมีความกังวลอย่างมากว่าอาการจะกำเริบขึ้นอีกเมื่อไหร่ ความกังวลนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว สังคม การเรียน หรือการทำงาน โดยปกติอาการแพนิคจะกินเวลาหลายนาที และอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งต่อวัน หรือเกิดขึ้นทุกสัปดาห์

อาการของโรคแพนิก

โรคแพนิคจะได้รับการวินิจฉัยเมื่อผู้ป่วยมีอาการตื่นตระหนก (Panic Attacks) เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และต้องมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย อย่างน้อย 4 อาการ ได้แก่

  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรง หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • เหงื่อออกมาก
  • ตัวสั่น หรือสั่นเทา
  • หายใจไม่อิ่ม หายใจติดขัด หรือรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ
  • รู้สึกอึดอัดเหมือนสำลัก หรือมีก้อนจุกที่คอ
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้ หรือปั่นป่วนในช่องท้อง
  • รู้สึกเวียนศีรษะ โคลงเคลง หน้ามืด หรือคล้ายจะเป็นลม
  • รู้สึกเหมือนตัวเองเปลี่ยนไป (ไม่เป็นตัวของตัวเอง) หรือรู้สึกหลุดจากความเป็นจริง
  • กลัวว่าจะควบคุมสติไม่อยู่ หรือกลัวว่าจะเกิดหายนะร้ายแรง
  • กลัวตาย
  • รู้สึกชา หรือยุบยิบตามตัว (Paresthesias)
  • หนาวสั่น หรือร้อนวูบวาบ

นอกจากอาการข้างต้นแล้ว อาจมีเกณฑ์อื่นร่วมด้วย ดังนี้

  1. หลังจากมีอาการกำเริบอย่างน้อย 1 ครั้ง จะต้องมีช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมีความกังวลหรือหวาดกลัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนขึ้นไป ว่าอาการจะกำเริบซ้ำอีก หรือกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมา เช่น กลัวว่าจะคุมสติไม่อยู่ หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการ
  2. อาการตื่นตระหนกนั้น ต้องไม่ได้มีสาเหตุมาจาก การใช้สารเสพติด/ยา ภาวะเจ็บป่วยทางกาย หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ

 

ความแตกต่างหลักระหว่าง อาการแพนิกกำเริบ กับ โรคแพนิก

การเปรียบเทียบ

อาการแพนิคกำเริบ 

(Panic Attack)

โรคแพนิค 

(Panic Disorder)

ลักษณะ

ภาวะที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน 

ระยะสั้น และรุนแรง

ภาวะความผิดปกติทางความวิตกกังวลที่เกิดจาก Panic Attack ซ้ำ ๆ

อาการ

หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อตึง แน่นหน้าอก เวียนหัว หรือรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้

มีอาการแบบ Panic Attack เหมือนกัน แต่เกิดซ้ำและมีผลต่อการใช้ชีวิต

ระยะเวลา

โดยทั่วไป 20–30 นาที และค่อย ๆ ดีขึ้น

ต่อเนื่องเป็นระยะยาว เพราะเป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินและวินิจฉัย

ความถี่

มักเกิดเพียงหนึ่งหรือสองครั้งในชีวิต หรือเกิดเป็นครั้งคราว

เกิดซ้ำบ่อย (recurrent) เป็นเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัย

ปัจจัยร่วม (สำคัญ)

มักไม่ได้ตามมาด้วยความกังวลต่อเนื่อง

มีความกลัวว่าอาการจะกำเริบอีกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่าง ๆ

ภาพรวมสรุป

เหตุการณ์ชั่วครั้งชั่วคราวของอาการตื่นตระหนก

เมื่อ Panic Attack เกิดซ้ำ + มีความกังวลต่อเนื่อง → เรียกว่าโรคแพนิค

 

สาเหตุของโรคแพนิก

แม้ยังไม่เป็นที่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าโรคแพนิกเกิดจากสาเหตุใด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้

  • ความไวต่อความกังวลสูงเป็นพิเศษ บางคนมีพื้นฐานอารมณ์ที่เปราะบาง ขี้กังวล หรือมักมองเหตุการณ์ในแง่ลบมากกว่า ทำให้ระบบประสาทตอบสนองต่อความเครียดไวมาก จนเกิดอาการแพนิกได้ง่าย
  • ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนในวัยเด็ก เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย, การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือความวิตกกังวลจากการพลัดพราก อาจทำให้สมองสร้างรูปแบบการตอบสนองต่อความกลัวที่ไวผิดปกติเมื่อโตขึ้น
  • ความเครียดหรือเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต เช่น การสูญเสียคนรัก, การเจ็บป่วยหนัก, อุบัติเหตุ, ผลกระทบจากการใช้สารกระตุ้นหรือสารเสพติด เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้ระบบประสาทเกิด จุดเริ่มต้นของแพนิก
  • พันธุกรรม โรคแพนิกสามารถพบมากขึ้นในครอบครัวเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าพันธุกรรมมีบทบาทต่อความไวต่อความกลัวและความเครียดเช่นกัน

การรักษาโรคแพนิก

โรคแพนิกสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ยาและการบำบัดทางจิตใจ การรักษาที่เหมาะสมช่วยลดความรุนแรงของอาการ ลดความกลัวว่าจะเกิดซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาควบคุมชีวิตได้ตามปกติ แม้บางรายอาจมีอาการกลับมาเป็นช่วงๆ แต่ก็สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ทุกครั้ง

  • การทำจิตบำบัด (Therapy)

  การทำจิตบำบัดเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยให้ผู้ที่มีอาการแพนิกเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจของตนเองมากขึ้น ผู้บำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่าอาการต่าง ๆ เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่กลัว และสามารถจัดการได้ ทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ สังเกตความคิดที่ทำให้ความกลัวรุนแรงขึ้น และเรียนรู้วิธีปรับมุมมองให้สมดุลมากขึ้น ลดความรู้สึกว่าตนเองไร้ทางออกเมื่ออาการกำเริบ นอกจากนี้ ยังมีการฝึกทักษะผ่อนคลาย การจัดการความเครียด และการเผชิญกับสถานการณ์กระตุ้นอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีความมั่นใจและควบคุมชีวิตได้มากขึ้นในระยะยาว

  • การใช้ยา (Medications)

การใช้ยาเป็นอีกแนวทางที่แพทย์อาจพิจารณาเพื่อช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการแพนิก โดยเฉพาะเมื่ออาการส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ยาจะช่วยปรับสมดุลของระบบประสาท ลดความวิตกกังวล และบรรเทาอาการทางกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบมากขึ้น โดยทั่วไป การใช้ยามักควบคู่ไปกับการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอาการของตนเองและรับมือกับความกลัวได้ดีขึ้น แนวทางผสมผสานนี้ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

 

อ้างอิง

  • World Health Organization. (2023). Panic disorder (WHO-EM/MNH/233/E). WHO Regional Office for the Eastern Mediterranean. 
  • Psychology Today. (n.d.). Panic disorder. 
  • Medumore. (2024). Get to know panic disorder: Its symptoms and how to cope.