KrisakornClinicBKK

โรคสมาธิสั้น
Attention Deficit Hyperactivity Disorder - ADHD

โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในเด็ก และสามารถต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ หลายคนอาจเคยสังเกตว่า เด็กบางคนดูขี้ลืม วอกแวกง่าย ลุกเดินบ่อย หรือควบคุมตัวเองได้ยาก ซึ่งบางครั้งถูกตีความผิดว่า “ดื้อ” หรือ “เกเร” ทั้งที่จริงแล้วโรคสมาธิสั้นเป็นภาวะผิดปกติของการทำงานของสมอง และระบบประสาท ไม่ใช่ปัญหาจากการเลี้ยงดู

ความสำคัญคือ หากผู้ปกครองไม่เข้าใจและเด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจกระทบต่อการเรียน ความมั่นใจ ความสัมพันธ์กับเพื่อน และอารมณ์ของเด็ก รวมถึงส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวได้เช่นกัน

โรคสมาธิสั้นเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กทั่วโลก โดยมีอัตราการพบประมาณ 5–7% ตามรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) นอกจากนี้ ยังพบว่า ประมาณ 60% ของผู้ที่เป็นในวัยเด็ก ยังคงมีอาการต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยผู้ชายมักถูกวินิจฉัยมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากมีอาการซนและหุนหันพลันแล่นเด่นชัดกว่า ส่วนเด็กผู้หญิงมักมีอาการขาดสมาธิเป็นหลัก ทำให้ถูกมองข้ามไปได้ง่ายกว่า

นิยามของโรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น (ADHD) หมายถึง ภาวะบกพร่องด้านสมาธิ การควบคุมพฤติกรรม และความหุนหันพลันแล่น มักถูกจัดเป็น ภาวะพัฒนาการทางระบบประสาท (Neurodevelopmental Disorder) ซึ่งหมายความว่า สมองส่วนที่เกี่ยวกับการวางแผน การใช้เหตุผล การควบคุมอารมณ์ และการจัดการตัวเอง ทำงานได้ไม่สมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป เด็กที่มีอาการ ADHD มักเริ่มมีอาการตั้งแต่ก่อนอายุ 12 ปี แต่หลายคนถูกมองข้ามไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อหน้าที่การงานและความสัมพันธ์ได้ 

อาการหลักของโรคสมาธิสั้น

1) อาการขาดสมาธิ (Inattention)
 มีความบกพร่องในการใช้สมาธิ โฟกัสสิ่งที่ทำได้ไม่นาน เหม่อลอยหรือวอกแวกง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้าอยู่รอบตัว
  • ขาดความละเอียดรอบครอบ วอกแวกง่ายตามสิ่งเร้า หรือเปลี่ยนความสนใจบ่อย 
  • เหม่อลอย
  • ทำงานหรือการบ้านไม่เสร็จ 
  • ดูเหมือนไม่ตั้งใจฟัง ทั้งที่พยายามแล้ว
  • ขี้ลืม หรือ ทำของหายบ่อย
  • จัดระเบียบงานไม่ได้ วางแผนไม่เป็น
  • หลงลืมกิจวัตรประจำวันที่ควรทำ
  อาการเหล่านี้จะเด่นชัดขึ้นเมื่อต้องทำงานที่เด็กไม่สนใจ แต่จะดีขึ้นเมื่อได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หรือทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ เช่น เกม ต่อบล็อก หรือกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้จริง ๆ
2) อาการซนมากกว่าปกติหรืออยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity)
 มีความบกพร่องในการควบคุมการแสดงออกทางพฤติกรรม ทำให้เด็กมีพฤติกรรมซุกซนหรือเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ
  • ลุกเดินบ่อย นั่งไม่นิ่ง
  • มือเท้าอยู่ไม่สุข ชอบขยับตลอดเวลา ในขณะที่นั่งมักจะยุกยิกใช้มือหยิบจับสิ่งของมาเล่น
  • พูดมาก พูดเร็ว ชอบชวนเพื่อนคุยขณะอยู่ในห้องเรียน
  • ดูเหมือนมีพลังงานล้นตลอดทั้งวัน
3) อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity)
 มีความบกพร่องในการหยุดยั้งตนเอง ทำให้ใจร้อน ไม่สามารถรออะไรได้นาน ทำอะไรมักขาดการยั้งคิด
  • พูดแทรก หรือตอบคำถามโดยไม่รอฟังให้จบ
  • รอคิวไม่ได้
  • ตัดสินใจเร็วเกินไปโดยไม่คิดผลลัพธ์
  • เล่นแรง หรือทำบางสิ่งโดยไม่ระวัง
  เด็กบางคนมีอาการเด่นเพียงกลุ่มเดียว แต่หลายคนมีอาการผสมกัน ทำให้การสังเกตต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินอย่างละเอียด

ทำไมเด็ก ADHD บางคนถึงดู “โฟกัสได้ดีมาก” เมื่อทำกิจกรรมที่ชอบ

เด็กที่เป็นสมาธิสั้นหลายคนอาจดู “โฟกัสได้ดีมากเป็นพิเศษ” เวลาทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ เช่น เล่นเกม วาดรูป ต่อเลโก้ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ ซึ่งอาจทำให้ผู้ปกครองสับสนว่า “ถ้าทำแบบนี้ได้ ทำไมถึงบอกว่าเป็นสมาธิสั้น?” แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยใน ADHD และช่วยทำลายความเข้าใจผิดที่ว่าเด็ก “ไม่พยายามพอ” หรือ “ขี้เกียจ”

 เด็ก ADHD มักมีระบบโดปามีนในสมองทำงานแตกต่างจากเด็กทั่วไป ทำให้พวกเขาต้องการสิ่งเร้าที่น่าตื่นเต้นหรือให้รางวัลเร็ว จึงจะโฟกัสได้ดี เมื่อเจอสิ่งที่ดึงความสนใจมากพอ สมองจะหลั่งโดปามีนเพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะที่เรียกว่า hyperfocus หรือการจดจ่อกับสิ่งที่ตนสนใจเป็นพิเศษอย่างลึกมากจน “หลุดไปอยู่ในโลกของงานนั้น” แบบไม่สนใจสิ่งรอบตัว

ดังนั้น เด็กที่ดูเหมือนไม่มีสมาธิกับงานเรียน แต่กลับตั้งใจมากเมื่อเล่นหรือทำกิจกรรมที่ชอบ ไม่ได้เป็นเพราะเลือกจะไม่ตั้งใจ แต่เป็นผลมาจากรูปแบบการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองที่เข้าใจจุดนี้จะสามารถมองลูกด้วยความเข้าใจ เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และช่วยสนับสนุนเขาในวิธีที่เหมาะกับสมองของเขาจริง ๆ ได้มากขึ้น

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น

งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่า ADHD ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูหรือพฤติกรรมของเด็ก แต่เกิดจาก การทำงานของสมองที่แตกต่างจากคนทั่วไป ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1) พันธุกรรม (Genetic)

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ความผิดปกติของสมองเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม กล่าวคือ โรคสมาธิสั้นมีแนวโน้มถ่ายทอดในครอบครัวสูง หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคเด็กจะมีโอกาสเป็นมากขึ้น 4-5 เท่า

2) กลไกทางสมอง

  • สมองส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมตัวเอง (Executive Function) ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • ระดับสารสื่อประสาท เช่น Dopamine ทำงานผิดปกติ ทำให้ “การยับยั้งพฤติกรรม” และ “สมาธิ” จัดการได้ยาก

3) ปัจจัยสิ่งแวดล้อม

ไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่มีผลเสริม เช่น

  • มารดาที่ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด, ได้รับสารตะกั่ว, ควันบุหรี่ หรือสิ่งเสพติดอื่นๆ 
  • การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เช่น ให้เด็กดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมเป็นเวลานาน แม้อาจไม่ใช่สาเหตุหลักโดยตรง แต่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กมีอาการสมาธิสั้นมากขึ้นได้

  สำหรับความเชื่อที่ว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกไม่ดีจึงทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้น นั้นไม่เป็นความจริงเสมอไป อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเลี้ยงดูมีผลต่อทักษะการควบคุมตนเองของเด็กได้ เด็กที่เติบโตมากับวินัยที่ไม่สม่ำเสมอ หรือถูกละเลย อาจมีความยากลำบากในการควบคุมแรงกระตุ้นหรือจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ เมื่อโตขึ้น

แนวทาวการรักษา

แนวทางที่ให้ผลดีที่สุดในการดูแลเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นคือการรักษาแบบผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม โดยอาจประกอบด้วย

1) การใช้ยา (Medication)
  ยาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันราบรื่นขึ้น เด็กมักจะสามารถจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสประสบความสำเร็จในโรงเรียนและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น 
  • การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างสบายใจและมั่นใจมากกว่าเดิม 
  • ลดความซุกซนและความหุนหันพลันแล่น
  • โฟกัสสิ่งที่ทำได้นานขึ้น
  • เรียนรู้ได้ดีขึ้น
  • ควบคุมการอารมณ์และการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
2) การบำบัดทางจิตใจและปรับพฤติกรรม (Psychotherapy & Behavioral Support)
  การบำบัดช่วยให้ทั้งเด็กและครอบครัวรับมือกับความท้าทายในแต่ละวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ผู้ปกครองและครูจะมีบทบาทสำคัญ เช่น
  • จัดกฎและขอบเขตที่ชัดเจน
  • วางกิจวัตรประจำวันที่คาดเดาได้
  • ใช้แรงเสริมทางบวกเพื่อสร้างพฤติกรรมที่ดี
 การมีโครงสร้างที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และรู้สึกปลอดภัยในการเรียนรู้
3) การให้ความรู้และการฝึกทักษะ (Education & Social Skills Training)
เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นมักต้องการทักษะทางสังคมเพิ่มเติมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
  • การรอคิว
  • การแบ่งปัน
  • การขอความช่วยเหลือ
  • วิธีรับมือเมื่อถูกแกล้งหรือล้อเลียน
  ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองเองก็จำเป็นต้องเข้าใจภาวะนี้อย่างถูกต้อง เพื่อรู้ว่าจะสนับสนุนลูกอย่างไร และจัดการกับความเครียดหรืออารมณ์ลบในครอบครัวได้ดีขึ้น เมื่อผู้ปกครองเข้าใจลูกมากขึ้น เด็กก็จะรู้สึกปลอดภัยและพร้อมเปิดใจรับการช่วยเหลือมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกไปพบผู้เชี่ยวชาญ?

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่าลูกอาจมีอาการเข้าข่ายสมาธิสั้น การพาเขาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จะช่วยให้คุณเข้าใจลูกได้ลึกขึ้น และเป็นก้าวแรกในการวางแผนการดูแลที่เหมาะสมสำหรับเขา

 เด็กที่มี ADHD แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย มักถูกมองว่า “ดื้อ ซน หรือไม่รับผิดชอบ” ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น การถูกตำหนิหรือลงโทษซ้ำ ๆ อาจทำให้เด็กเสียความมั่นใจ และทำให้พฤติกรรมแย่ลงมากกว่าเดิม หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม เด็กบางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเหมือนคนอื่น ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน และเสี่ยงต่อการตามเพื่อนไม่ทัน ซึ่งกระทบต่อพัฒนาการในอนาคตได้

อีกเรื่องที่ผู้ปกครองควรใส่ใจคือ เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นมักเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป เนื่องจากควบคุมแรงกระตุ้นได้ยากกว่า จึงยิ่งต้องได้รับความเข้าใจและการดูแลที่เหมาะสม ซึ่งการพามาพบผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่เป็นการช่วยให้ลูกได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในการเติบโตอย่างมั่นใจและมีความสุขมากขึ้น

อ้างอิง

World Health Organization Regional Office for the Eastern Mediterranean. (2019). Attention-deficit hyperactivity disorder (ADHD): A guide for parents
Siriraj Piyamaharajkarun Hospital. โรคสมาธิสั้นในเด็ก (ADHD).