KrisakornClinicBKK

อาการทางจิต
(Psychosis)

อาการทางจิต (Psychosis) เป็นภาวะทางจิตที่ผู้ป่วยสูญเสียการรับรู้ความเป็นจริง หรือ “ภาวะจิตหลุด” ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวอย่างยิ่งทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง สิ่งสำคัญคืออาการทางจิตเป็นเพียง “อาการ” หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โรค แต่หากอาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง อาจเป็นสัญญาณนำไปสู่โรคทางจิตเวชที่ซับซ้อน เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือเป็นส่วนหนึ่งของความผิดปกติทางอารมณ์ที่รุนแรงอื่น ๆ ได้

นิยามของอาการทางจิต

อาการทางจิต (Psychosis) คือภาวะที่การรับรู้และความคิดของผู้ป่วยบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างรุนแรงคล้ายอาการจิตหลุด ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคทางจิตเวช การใช้สารเสพติด การอดนอน หรือภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ การได้รับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันทีที่เกิดอาการหรือสงสัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ภาวะทางจิตมักปรากฏครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะเกิดอาการทางจิตอย่างสมบูรณ์ ผู้ป่วยมักแสดงสัญญาณเตือนบางอย่าง เช่น พฤติกรรมที่ดูแปลกไป สับสน หรือเก็บตัว การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีในระยะนี้ จะช่วยให้บุคคลสามารถจัดการกับภาวะดังกล่าวและดำเนินชีวิตต่อไปได้

อาการของอาการทางจิต

อาการของ psychosis มีหลายรูปแบบ โดยอาจรวมถึงสิ่งต่อไปนี้

  • อาการประสาทหลอน (Hallucinations) คือ การรับรู้ถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เช่น หูแว่ว (พบได้บ่อยที่สุด) เห็นภาพ หรือสัมผัสบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้รับรู้
  • ความคิดหลงผิด (Delusions) คือความเชื่อที่ผิดพลาดและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แม้จะมีหลักฐานมายืนยันว่าไม่จริงก็ตาม เช่น เชื่อว่าตนเองถูกสะกดรอยตาม หรือมีความสามารถพิเศษที่ไม่ธรรมดา
  • ความคิดหรือการพูดที่ผิดปกติ (Disorganized thought or speech) เช่น พูดไม่ต่อเนื่อง พูดสลับซับซ้อน พูดไม่มีความหมายชัดเจน พูดอย่างหลงลืม หรือสื่อสารไม่ชัดเจนลงไปในความคิดธรรมดา
  • พฤติกรรมหรือลักษณะผิดปกติทางร่างกาย (Abnormal movements / Disorganized behaviour) บางคนอาจเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือในบางกรณีอาจมีอาการแข็งเกร็ง (catatonia) เช่น ร่างกายแข็ง, เคลื่อนไหวช้า, ไม่ตอบสนอง เป็นต้น

โดยบุคคลมักแสดงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในพฤติกรรม ก่อนที่จะเกิดภาวะจิตหลุดโดยสัญญาณเตือนทางพฤติกรรม ได้แก่

  • ความระแวง สงสัยคนอื่น หรือรู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่กับผู้อื่น
  • คิดอย่างไม่ชัดเจนหรือไม่เป็นเหตุเป็นผล
  • แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้น
  • มีความคิดแปลก ๆ ความรู้สึกประหลาด หรือรู้สึกเฉยชามากผิดปกติ
  • การดูแลตนเองหรือสุขอนามัยส่วนตัวลดลง
  • รูปแบบการนอนถูกรบกวน เช่น นอนหลับยาก หรือนอนน้อยลง
  • แยกความจริงออกจากจินตนาการได้ยาก
  • พูดจาสับสน หรือติดต่อสื่อสารได้ลำบาก ผลการเรียนหรือประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างกะทันหัน

สาเหตุของอาการทางจิต

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุเจาะจงถึงปัจจัยที่ทำให้เกิด อาการทางจิตได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ภาวะนี้มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างผสมกัน โดยปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetics) ความเสี่ยงในการเกิดอาการอาจเพิ่มขึ้น หากมีญาติสนิท เช่น พ่อแม่ หรือพี่น้อง ที่มีประวัติเป็นโรคจิตเภทหรือโรคทางจิตอื่น ๆ
  • ความเครียดและบาดแผลทางจิตใจ (Stress or Trauma) เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดอย่างหนักหรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่มีความเปราะบางทางจิตใจอยู่แล้ว
  • สิ่งเร้าและการใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือแม้แต่การได้รับสารทั่วไปอย่างคาเฟอีนในปริมาณที่สูงมาก ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิตตามมาได้
  • ปัญหาสุขภาพทางกาย ในบางกรณี อาการทางจิตอาจมีต้นเหตุมาจากปัญหาทางร่างกายโดยตรง เช่น โรคเกี่ยวกับสมอง การติดเชื้อ หรือภาวะทางระบบประสาท แทนที่จะมาจากโรคทางจิตเวชเบื้องต้น
  • ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด การโดดเดี่ยวทางสังคม หรือการขาดการสนับสนุนที่ดี อาจเป็นตัวเสริมที่ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดอาการเพิ่มสูงขึ้น เมื่อรวมเข้ากับปัจจัยอื่น ๆ

ภาวะจิตหลุดอาจเป็น อาการหนึ่งของโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท (schizophrenia), โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder), หรือภาวะซึมเศร้ารุนแรง เป็นต้น

สำหรับผู้สูงอายุ อาการจิตหลุดอาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคทางกายหรือทางจิตที่เกิดขึ้นในช่วงวัยปลายชีวิต นอกจากนี้ ภาวะจิตหลุดยังอาจเป็นอาการของโรคที่พบในผู้สูงอายุ เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคอัลไซเมอร์ หรือ ภาวะสมองเสื่อมชนิดอื่น ๆ เป็นต้น

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะจิตหลุด ได้แก่ การอดนอนเป็นเวลานาน, ยาบางชนิด(อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงทางจิต) การใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติด เป็นต้น

การรักษาอาการทางจิต

การรักษาภาวะจิตหลุดควรเริ่มให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีอาการครั้งแรก เนื่องจากการรักษาเร็วช่วยลดความรุนแรงของอาการ เพิ่มโอกาสฟื้นตัว และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยทั่วไปการรักษาภาวะจิตหลุดมักประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้ยา และ การบำบัดทางจิต

  • การรักษาด้วยยา (Medications)

  ยาเป็นการรักษาหลัก ช่วยลดอาการสำคัญ เช่น ประสาทหลอน ความคิดหลงผิด ความสับสน และพฤติกรรมผิดปกติ ยาแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงต่างกัน จึงจำเป็นต้องติดตามอาการและปรับยาอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของจิตแพทย์

  • การบำบัดทางจิต (Psychotherapy)

  การทำจิตบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีจัดการอาการ ฟื้นทักษะชีวิต และรับมือกับปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการกลับมา ตัวอย่างการบำบัดที่ใช้กัน ได้แก่ การบำบัดพฤติกรรมความคิด, การบำบัดแบบสนับสนุน, การให้คำปรึกษาครอบครัว รวมถึง การบำบัดช่วยพัฒนาทักษะความคิด การสื่อสาร และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน

  การรักษาอาการทางจิตต้องใช้การดูแลแบบองค์รวม ทั้งยา การบำบัด และการสนับสนุนจากทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการดูแลในระยะแรกที่ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวอย่างชัดเจน หากสงสัยว่าคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการ ควรเข้าพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่วันนี้

อ้างอิง

  • National Institute of Mental Health. Understanding Psychosis. NIMH.
  • National Alliance on Mental Illness. Psychosis. NAMI.