KrisakornClinicBKK

โรคซึมเศร้า
Depression

นิยามของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าไม่ใช่แค่อาการเศร้าใจทั่วไป หรือคิดมากอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่เป็น ภาวะผิดปกติทางอารมณ์ ที่ส่งผลต่อความคิด พฤติกรรม และร่างกายทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเศร้า หมดพลัง สิ้นหวัง และไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่เคย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งจัดเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ‘เซโรโทนิน (Serotonin)’ มีปริมาณลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข มีแต่ความวิตกกังวล หากภาวะนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยาวนานโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการทำร้ายตนเองได้ในที่สุด

 

อาการของโรคซึมเศร้า

อาการอาจแตกต่างกันและมีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยถึงมาก โดยมักมีอาการดังต่อไปนี้
  • รู้สึกเศร้า หงุดหงิด หรือว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง จนอาจกระทบการทำงานหรือความสัมพันธ์
  • สูญเสียความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมที่เคยชอบ
  • รู้สึกไร้ค่า ตำหนิตัวเองเกินจริง หรือมีความรู้สึกผิดที่ไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์
  • มีปัญหาในการคิด จดจ่อ หรือตัดสินใจ เรื่องเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเรื่องหนักหน่วง
  • การเปลี่ยนแปลงด้านการกิน น้ำหนักขึ้นหรือลดอย่างมีนัยยะจากความอยากอาหารที่เปลี่ยนไป
  • วงจรการนอนผิดปกติ นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือนอนมากเกินไปและตื่นแล้วยังอ่อนเพลีย
  • พลังงานลดลง เหนื่อยง่าย ทำกิจวัตรประจำวันลำบาก
  • การเคลื่อนไหวหรือการพูดเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น ช้าลงหรือกระวนกระวาย
  • มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการทำร้ายตัวเอง (หากมีสัญญาณนี้ควรขอความช่วยเหลือทันที)

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุที่ซับซ้อน และมักเกิดจากปัจจัยหลายด้านที่ค่อย ๆ สะสมร่วมกัน ทั้งด้านชีวภาพ สภาพแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต และความเปราะบางทางอารมณ์ของแต่ละคน ทำให้การเกิดโรคไม่ได้มาจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของหลายเรื่องราวที่เชื่อมต่อกันอย่างละเอียดอ่อน เช่น
  1. ปัจจัยทางชีวเคมี ความแตกต่างของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น เซโรโทนิน โดพามีน และนอร์เอพิเนฟริน อาจมีส่วนทำให้เกิดอาการของภาวะซึมเศร้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระบบสารสื่อประสาทเหล่านี้สัมพันธ์กับการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกพึงพอใจ และระดับพลังงานของร่างกาย
  2. ปัจจัยทางพันธุกรรม งานวิจัยพบว่า ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมและสามารถพบร่วมกันภายในครอบครัวได้ 
  3. ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัยบางประการ เช่น ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำ ความยากลำบากในการรับมือกับความเครียด หรือแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ลบ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า บุคคลกลุ่มนี้มักได้รับผลกระทบจากประสบการณ์ทางอารมณ์ได้ง่าย
  4. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

การเผชิญความรุนแรง การถูกทอดทิ้ง การถูกละเมิด หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความยากจนต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสในการพัฒนาภาวะซึมเศร้า ความเครียดสะสมจากประสบการณ์เหล่านี้อาจรบกวนความสามารถของบุคคลในการปรับตัวหรือฟื้นคืนสภาพอารมณ์ตามปกติ

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคซึมเศร้า

  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคทางอารมณ์

  • ผู้ที่ประสบปัญหาด้านงาน การเงิน ภาระหนี้สิน

  • ผู้ที่มีปัญหาด้านความสัมพันธ์ เช่น ปัญหาความรัก, หย่าร้าง, ทะเลาะกับคนใกล้ชิด

  • กลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัว การถูกกลั่นแกล้ง (bullying)

  • วัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจ ความกดดันด้านการเรียน พร้อมทั้งอิทธิพลด้านลบของโซเชียลมีเดีย และมีความต้องการการยอมรับจากสังคมรอบข้าง จึงทำให้รู้สึกเครียดและเปราะบางต่อภาวะซึมเศร้าได้ง่าย

  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหรือปัญหาสุขภาพต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน มะเร็ง หรืออาการปวดเรื้อรัง ที่ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลงและเกิดความรู้สึกหมดหวังได้ง่าย

  • ผู้สูงอายุ การเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ ความสูญเสีย และความรู้สึกโดดเดี่ยว

  • สตรีหลังคลอดหรือผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเด่นชัด ซึ่งอาจทำให้อารมณ์แปรปรวนและเกิดภาวะเศร้าได้

  • ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์กระทบจิตใจ เช่น การสูญเสีย การถูกทำร้าย หรือความเครียดหนักต่อเนื่อง

  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาควบคุมอารมณ์ หรือยารักษาโรคเรื้อรังบางประเภท 

  • ผู้ที่ใช้สารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ กัญชา ยาบ้า หรือสารกระตุ้นและสารกดประสาทต่าง ๆ 

  • ผู้ที่มีบุคลิกคิดมาก กังวลง่าย หรือมักโทษตัวเอง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการตกอยู่ในวงจรคิดลบ

  • ผู้ที่ แยกตัวทางสังคม ขาดการสนับสนุนจากครอบครัวหรือเพื่อน

การรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะสุขภาพจิตที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ การรักษาที่ใช้ได้ผลในปัจจุบันประกอบด้วย การรักษาทางจิตวิทยาและการใช้ยา ซึ่งผู้ป่วยควรเข้าพบผู้เชี่ยวชาญทันทีเมื่อเริ่มมีอาการซึมเศร้า เพื่อรับการประเมินและกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

 

  • การรักษาทางจิตวิทยา (Psychological Treatments)

การรักษาทางจิตวิทยาหรือจิตใจถือเป็นแนวทางแรกในการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการ ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง การบำบัดรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีคิดใหม่ วิธีรับมือกับความเครียด และปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อเข้าใจปัญหาและวิธีการรับมือ, การทำจิตบำบัดเพื่อปรับความคิดและพฤติกรรม 

 

  • การรักษาโดยใช้ยา (Medications)

 การรักษาโดยใช้ยาเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง ยาจะช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ลดอาการของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากยา ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยสามารถปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นของยา ปรับขนาดยา หรือเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย อาการ และความต้องการของแต่ละบุคคลได้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

เมื่อไรที่ควรมาปรึกษาแพทย์

หากมีอาการต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ควรมาพบแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสุขภาพที่ต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด

  • รู้สึกเศร้า เหนื่อยล้า หรือจมอยู่กับความคิดลบต่อเนื่อง จนเริ่มใช้ชีวิตได้ยากกว่าปกติ
  • อารมณ์หรือพลังใจลดลงเป็นเวลาหลายวัน และรบกวนการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์
  • นอนหลับยาก เบื่ออาหาร หรือไม่มีแรงทำสิ่งที่เคยชอบ
  • รู้สึกว่าปัญหาที่เจอหนักเกินรับไหวหรือรับมือกับความเครียดไม่เหมือนเดิม
  • เมื่อคนใกล้ชิดสังเกตว่าคุณเปลี่ยนไป เช่น เงียบลง แยกตัว หรือดูเศร้ากว่าเดิม

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปและสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับอาการเหล่านี้ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องรับมือเพียงลำพัง ภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องที่รักษาได้ และการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นก้าวสำคัญของการดูแลตัวเอง การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้มองเห็นทางออกที่ชัดเจนขึ้น และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

เราพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่จะรับฟังและให้การดูแลอย่างเข้าใจ ด้วยการประเมินที่แม่นยำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม หากคุณรู้สึกว่าต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมหรืออยากทำความเข้าใจอาการของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น คุณสามารถติดต่อเพื่อปรึกษาแพทย์ได้ทุกเวลาที่คุณพร้อม เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณบนเส้นทางของการฟื้นฟูสุขภาพจิตค่ะ

อ้างอิง

  • American Psychiatric Association. (n.d.). What is depression? 
  • World Health Organization. (2025, August 29). Depressive disorder (depression). 

กรมสุขภาพจิต. (2565, มกราคม 18). เช็ค 9 สัญญาณ “ซึมเศร้า” แค่ไหน ถึงเป็น “โรคซึมเศร้า”. กรมสุขภาพจิต