KrisakornClinicBKK

โรคอารมณ์สองขั้ว
Bipolar disorders

นิยามของโรคไบโพลาร์

โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorders) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์แกว่งอย่างชัดเจนระหว่างช่วงที่รู้สึกซึมเศร้า (Depressive Episode) กับช่วงที่อารมณ์ดีและหงุดหงิดมากผิดปกติ (Mania หรือ Hypomania disorder) การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในแต่ละระยะอาจยาวนานตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน แม้คนทั่วไปจะมีอารมณ์ขึ้นลงบ้าง แต่ความผันผวนที่เกิดจากไบโพลาร์จะกินเวลานานกว่าและมักมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่รุนแรงกว่าจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การดูแลตัวเอง หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน

อาการและรูปแบบของโรค

โรคไบโพลาร์เป็นภาวะสุขภาพจิตที่มีความแปรปรวนของอารมณ์จากสุดหนึ่งไปสู่อีกสุด 

  • ภาวะมาเนีย (manic episode)
ในช่วงมาเนียผู้ป่วยจะมีอารมณ์สูงมากและมีพลังงานมากผิดปกติ รู้สึกดีมาก ตื่นเต้น หรือกระฉับกระเฉงเกินไป อาจรู้สึกเคลิบเคลิ้ม มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างรวดเร็ว หรือมีอารมณ์มากเกินควบคุม เช่น หัวเราะไม่หยุด หรือหงุดหงิด กระวนกระวายมากกว่าปกติ ในช่วงมาเนีย มักเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ที่บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และพฤติกรรมอย่างน้อย 3 ข้อดังนี้
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงจนคนใกล้ชิดสังเกตุเห็น มีอารมณ์ร่าเริงมีความสุข เบิกบานใจ หรือในบางรายอาจมีอารมณ์หงุดหงิดร่วม
  • ความมั่นใจในตนเองสูงเกินจริง
  • พูดเร็วหรือเปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว
  • สมาธิสั้น หรือถูกรบกวนได้ง่าย
  • นอนน้อยลงโดยไม่รู้สึกเหนื่อย
  • พฤติกรรมหุนหันพลันแล่นหรือเสี่ยง เช่น ใช้เงินเกินตัว พฤติกรรมทางเพศเสี่ยง ดื่มหนัก หรือทำร้ายตนเอง/ผู้อื่น
  • มีความเชื่อผิดๆ หลงผิด เช่น ฉันเป็นคนดังมาก, เพื่อนบ้านกำลังสอดแนมฉัน เป็นต้น
  • ขาดความยับยั้งชั่งใจ เช่น ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เล่นการพนัน เสี่ยงเรื่องเพศ ลงทุนแบบไม่คิด เมื่อคิดอยากทำอะไรจะต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามมักโกรธง่ายและรุนแรง เมื่ออาการมากขึ้น ผู้ป่วยอาจพูดไม่หยุด เสียงดัง เอาแต่ใจ และโกรธจนถึงขั้นอาละวาดหากถูกขัดขวาง

พฤติกรรมเหล่านี้ต้องแตกต่างจากปกติอย่างชัดเจน จนคนรอบข้างสังเกตได้หรือรุนแรงจนเกิดปัญหาในการทำงาน ครอบครัว หรือสังคม และมักต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย โดยในภาวะแมเนียที่รุนแรง บางคนอาจมีความคิดสับสน ความเชื่อผิดจากความจริง (หลงผิด) หรือประสาทหลอน ซึ่งเรียกว่า อาการทางจิต (Psychotic Features)

 

  • ภาวะไฮโปแมเนีย (Hypomanic Episode)

เป็นอาการคล้ายภาวะแมเนียแต่ เป็นระดับที่เบากว่า และต้องเกิดต่อเนื่องอย่างน้อย 4 วัน อาการไฮโปแมเนียจะ ไม่รุนแรงถึงขั้นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แบบภาวะแมเนีย

 

  • ภาวะซึมเศร้า (Depressive episode) 

ตรงกันข้ามกับภาวะมาเนีย ในช่วงซึมเศร้า (depressive episode) ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เศร้า หงุดหงิด หรือรู้สึกว่างเปล่า อาจหมดความสนใจหรือความสุขจากสิ่งที่เคยชอบ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์และมีอาการร่วมอย่างน้อย 4 ข้อ ดังนี้

  • มีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหน่าย อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร้องไห้บ่อย
  • บางคนจะรู้สึกหงุดหงิดง่าย ขวางหูขวางตาไปเสียทุกอย่าง ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย และทนต่อเสียงดังหรือสิ่งรบกวนไม่ได้ อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายเป็นพิเศษ
  • หมดแรงจูงใจ หรือความสนใจในกิจกรรมต่างๆ ลดลง 
  • ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป อาจมีอาการเบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารมากผิดปกติ
  • นอนไม่หลับ นอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ หรือนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวันกลางวันหลับมากขึ้น
  • กระสับกระส่าย กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรงไม่อยากทำอะไร
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบ ๆ ตัวในแง่มุมที่เป็นลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
  • สมาธิ และความจำแย่ลง
  • มีความคิดถึงความตายหรือการฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง

ประเภทของโรคไบโพลาร์

  • Bipolar I ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยเมื่อบุคคลมีภาวะแมเนีย (Manic Episode) อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในผู้ป่วยบางรายอาจมีช่วงที่ซึมเศร้าหรือภาวะไฮโปแมเนียร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้และโดยมากมักจะยังมีช่วงที่อารมณ์ปกติ 
  • Bipolar II โรคไบโพลาร์ประเภทที่ 2 จะได้รับการวินิจฉัยเมื่อบุคคลมีภาวะซึมเศร้าและโปแมเนียอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยต้องไม่เคยมีภาวะแมเนียมาก่อน

สาเหตุของโรคไบโพลาร์

แม้ทางการแพทย์จะยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงของโรคไบโพลาร์ได้ แต่มีหลักฐานว่าเกิดจากหลายสาเหตุ และหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น พันธุกรรม, ปัจจัยทางจิตใจ สังคม และโครงสร้างทางสังคม ซึ่งล้วนมีส่วนต่อการเริ่มเกิดโรค การดำเนินโรค และผลลัพธ์ของโรค เหตุการณ์ร้ายแรงหรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ก็อาจกระตุ้นหรือทำให้อาการของโรคไบโพลาร์รุนแรงขึ้นได้ เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความรุนแรง หรือความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว การดื่มแอลกอฮอล์หรือการใช้สารเสพติดก็อาจมีผลต่อการเริ่มต้นของโรคและเส้นทางของอาการเช่นกัน

การรักษาโรคไบโพลาร์

การรักษาที่ได้ผลมีหลายรูปแบบ โดยมักเป็นการผสมผสานระหว่างยา การบำบัดทางจิตใจ และการสนับสนุนทางสังคม

 

  • การบำบัดทางจิตใจ (Psychotherapy) 

การทำจิตบำบัดจะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตัวเองมากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรู้วิธีจัดการอาการ กระตุ้นให้สังเกตสัญญาณกำเริบได้เร็ว และลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำ ยังส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา การควบคุมความเครียด และเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยรวมให้ดีขึ้น เช่น การบำบัดพฤติกรรมทางความคิด การบำบัดแบบเน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการให้ความรู้เรื่องโรค สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าและลดโอกาสเกิดซ้ำ

 

  • ยา (Medications)

ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาทั้งในช่วงอาการเฉียบพลันของมาเนียหรือซึมเศร้า และในบางกรณีต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องระยะยาวเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ โดยยาจะช่วยปรับปรับสารเคมีในสมอง ส่งผลให้ช่วยทำให้อารมณ์มั่นคงและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากยาซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยสามารถปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นของยา ปรับขนาดยา หรือเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย อาการ และความต้องการของแต่ละบุคคลได้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

การดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์

คนใกล้ชิดของผู้ป่วยอาจต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงอาการเฉียบพลัน เช่น ช่วงมาเนียที่ผู้ป่วยอาจมีพฤติกรรมรุนแรง ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือสร้างปัญหาด้านการเงินจากการใช้จ่ายเกินตัว สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัวและคนใกล้ชิดอย่างมาก ดังนั้น การเข้าใจวิธีดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและรับมืออย่างปลอดภัยจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบและส่งเสริมการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืน

  • มีความอดทน พยายามเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และรับฟังอย่างตั้งใจ
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หากคุณรู้สึกว่าความสัมพันธ์เริ่มยากลำบาก
  • ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษา รวมถึงกินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  • บอกความกังวลของคุณเมื่อเห็นสัญญาณเตือนของตอนอาการใหม่ ชวนให้พวกเขาไปพบแพทย์และให้กำลังใจว่าการรักษาสามารถช่วยให้ดีขึ้นได้
  • ชวนทำกิจกรรมทางสังคมหรือกิจกรรมที่สนุก ช่วยพวกเขากลับสู่กิจวัตรเดิม หรือสร้างกิจวัตรใหม่ที่ไม่กดดันจนเกินไป
  • ในช่วงอาการรุนแรง ขอความช่วยเหลือทันทีหากมีความเสี่ยงร้ายแรง สามารถโทรหาหมอหรือบริการฉุกเฉิน

โรคไบโพลาร์เป็นภาวะที่ต้องอาศัยการจัดการอย่างต่อเนื่อง การได้รับวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมั่นคงได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังสงสัยในอาการ หรือรู้สึกว่าอารมณ์กำลังอยู่นอกเหนือการควบคุม คุณไม่จำเป็นต้องเผชิญปัญหานี้ตามลำพัง

เราพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่จะรับฟังและให้การดูแลอย่างเข้าใจ ด้วยการประเมินที่แม่นยำและการวางแผนการรักษาแบบองค์รวม เพื่อช่วยควบคุมช่วงอารมณ์และนำความสมดุลกลับคืนสู่ชีวิตของคุณ

อ้างอิง

  • World Health Organization. (2023). Bipolar disorder.
  • National Institute of Mental Health. (2024). Bipolar disorder.

Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahidol University. (n.d.). ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสุขภาพจิต.