KrisakornClinicBKK

โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง
(Post Traumatic Stress Disorder - PTSD)

          โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) คือภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างบาดแผลทางใจอย่างลึกซึ้ง เช่น ภัยพิบัติ, เหตุจลาจล, การฆาตกรรม, การปล้นทำร้าย หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โดยตรง หรือเป็นผู้ที่ต้องสูญเสียคนสำคัญไปในเหตุการณ์ดังกล่าว ล้วนมีโอกาสพัฒนาเป็นภาวะนี้ได้

          การได้รับการรักษาหลังจากเริ่มมีอาการ PTSD ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการและทำให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้ดีขึ้นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนอย่างหนักอาจทำให้บุคคลเกิดความเครียดและความทุกข์ใจอย่างมาก จนส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และการใช้ชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ รวมถึงความสามารถในการทำงานและการดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะ PTSD ที่ควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม

นิยามของโรค

          ภาวะป่วยจากเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เป็นภาวะสุขภาพจิตที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ตึงเครียดหรือหวาดกลัวอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญเหตุการณ์นั้นเองหรือการเห็นเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับผู้อื่น อาการอาจรวมถึงการย้อนคิดถึงเหตุการณ์ (flashbacks), ฝันร้าย, ความวิตกกังวลรุนแรง และความคิดที่ควบคุมไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น

          ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญส่วนใหญ่ มักจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการปรับตัวและรับมืออยู่ชั่วคราว แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขามักจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากอาการยังคงอยู่นานหลายเดือนหรือหลายปี หรืออาการหวาดกลัวรุนแรงขึ้นและส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ก็อาจเป็นสัญญาณของ PTSD ได้

          การได้รับการรักษาหลังจากเริ่มมีอาการ PTSD ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการและทำให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น

อาการและรูปแบบของโรค PTSD

          การผ่านเหตุการณ์รุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อจิตใจเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน และแม้ว่าหลายคนจะรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้างในช่วงแรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น PTSD เสมอไป ภาวะนี้จะได้รับการวินิจฉัยก็ต่อเมื่อบุคคลมีหลายอาการสำคัญหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ การย้อนคิดถึงเหตุการณ์นั้นโดยไม่ตั้งใจ, มีความรู้สึกอยากหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึง, เกิดความรู้สึกด้านลบ และ มีอาการตื่นตัวทางร่างกายหรืออารมณ์มากกว่าปกติ อาการเหล่านี้อาจสร้างความทุกข์ใจและส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว การเรียน การทำงาน หรือการเข้าสังคมในแต่ละวัน

1. อาการย้อนประสบการณ์ (Re-experiencing symptoms)

          ผู้ที่มีภาวะ PTSD มักมีความทรงจำต่อเหตุการณ์สะเทือนใจผุดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกราวกับว่าเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง ความทรงจำเหล่านี้มักตามมาด้วยความกลัวหรือความหวาดสยองอย่างรุนแรง อาจปรากฏในรูปของภาพ เสียง กลิ่น เช่น ภาพเหตุการณ์เลวร้าย, เสียงปืน,กลิ่นของผู้ร้าย หรือความรู้สึกอื่น ๆ ความทรงจำดังกล่าวอาจเกิดขึ้นผ่าน ความคิดแทรกซ้อน ฝันร้าย หรือในกรณีรุนแรง อาจเกิด flashbacks ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเชื่อและแสดงออกเหมือนตนเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ

2. อาการหลีกเลี่ยง (Avoidance symptoms)

          ผู้ที่มีภาวะ PTSD มักหลีกเลี่ยงสถานการณ์ ความคิด หรือสิ่งใดก็ตามที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจ บางคนอาจหลีกเลี่ยงแม้กระทั่งการพูดถึงเรื่องนั้นกับคนใกล้ชิดหรือแพทย์ แม้การหลีกเลี่ยงจะช่วยลดความเครียดในระยะสั้น แต่กลับทำให้อาการย้อนระลึกถึงเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในระยะยาว และทำให้ภาวะ PTSD เป็นอยู่นานยิ่งขึ้น

3. อาการตื่นตัวมากผิดปกติ (Hyperarousal symptoms)

          ผู้ป่วย PTSD อาจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา พวกเขาอาจมีพฤติกรรมระวังภัยมากกว่าปกติ เช่น คอยมองหาภัยคุกคามรอบตัวอยู่เสมอ หรือเลือกนั่งโดยให้หลังชิดกำแพงในที่สาธารณะ รวมทั้งอาจสะดุ้งตกใจง่ายและตอบสนองด้วยความกลัวอย่างรุนแรงต่อเสียงดังหรือการเคลื่อนไหวกะทันหัน

          อาการของ PTSD มักเริ่มขึ้นทันทีหรือภายในหนึ่งเดือนหลังเหตุการณ์ สำหรับเด็กเล็กอาการมักปรากฏผ่านพฤติกรรม เช่น เล่นบทบาทสมมติหรือวาดภาพเหตุการณ์สะเทือนใจ เด็กหลายคนยังมีแนวโน้มโทษตัวเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย

          ผู้ที่มี PTSD มักมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือปัญหาการใช้สารเสพติด รวมถึงอาจมีความคิดฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ ผลกระทบบางอย่างของ PTSD เช่น ความเครียดตึงตัวเรื้อรัง การดื่มแอลกอฮอล์หรือการใช้สารเสพติด ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางกายอีกด้วย

ระยะเวลาการเกิดโรค

1. ระยะเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder - ASD)

อาการหวาดกลัวหรือความเครียดรุนแรงมากที่เกิดขึ้น ภายใน 3 วัน ถึง 1 เดือน หลังประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยอาการที่เกิดขึ้นในช่วงนี้มีความคล้ายคลึงกับ PTSD แต่หากอาการหายไปภายในหนึ่งเดือน จะถูกจัดเป็นภาวะเครียดเฉียบพลัน (ASD) ไม่ใช่ PTSD

2. โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD)

          ภาวะจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น PTSD เมื่ออาการยังคงอยู่ นานกว่า 1 เดือน หลังเหตุการณ์ และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้ชีวิต โดยอาการของ PTSD มักจะเริ่มขึ้น ทันที หรือ ภายในหนึ่งเดือน หลังเหตุการณ์เป็นส่วนใหญ่

          PTSD แบบเกิดอาการล่าช้า (Delayed Expression) ในบางกรณี อาการอาจปรากฏขึ้น ล่าช้ากว่า 6 เดือน หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ซึ่งพบได้น้อยกว่าแต่ก็มีความเป็นไปได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อ PTSD

          แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของโรค PTSD ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยา, พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันคล้ายกับความผิดปกติทางจิตอื่นๆ โรคนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย โดยเฉพาะการตอบสนองต่อฮอร์โมนความเครียด

ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ได้สูง ได้แก่

  • ผู้ที่เคยประสบกับการถูกทารุณกรรมหรือล่วงละเมิดในวัยเด็ก หรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอื่น ๆ ซึ่งบางครั้งอาการอาจปรากฏขึ้นหลายเดือนหรือหลายปีหลังเกิดเหตุการณ์
  • ตัวแปรด้านอารมณ์/อุปนิสัย เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกภายนอกหรือปัญหาความวิตกกังวลอื่น ๆ
  • พันธุกรรม บางครั้งอาการ PTSD อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โดยการตอบสนองต่อความเครียดอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
  • ปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ ได้แก่ ความผิดปกติในครอบครัว ความทุกข์ยากในวัยเด็ก ตัวแปรทางวัฒนธรรม และประวัติการเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว
  • ความรุนแรงของบาดแผลทางจิตใจ จะเพิ่มความเสี่ยงของ PTSD มากขึ้นตามไปด้วย เช่น การได้เห็นการกระทำที่โหดร้ายทารุณ การบาดเจ็บส่วนบุคคลอย่างรุนแรง หรือการเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง
  • กลไกการรับมือที่ไม่เหมาะสม การขาดการสนับสนุนทางสังคม ความไม่มั่นคงในครอบครัว หรือความเครียดทางการเงิน อาจทำให้อาการแย่ลงได้อีก

การรักษา PTSD

          การรักษา PTSD เริ่มจากการประเมินอาการอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเผชิญ อาการที่เป็นอยู่ และความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล จากนั้นจึงวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจประกอบด้วย การทำจิตบำบัด, การใช้ยา, หรือการรักษาร่วมกัน ทั้งนี้การรักษาจะปรับให้เหมาะกับลักษณะอาการและประสบการณ์ของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อช่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

1. การประเมินและวางแผนการรักษา

          ผู้ป่วยจะได้รับการซักประวัติและประเมินอาการอย่างครอบคลุม ทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงประเมินปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ในอดีต ความปลอดภัยในปัจจุบัน และอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด หรือความคิดทำร้ายตนเอง เพื่อออกแบบการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด และในกรณีที่ผู้ป่วยยังคงอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ปลอดภัยเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มการรักษาเฉพาะทางสำหรับ PTSD

2. การทำจิตบำบัด (Psychotherapy)

          การทำจิตบำบัดถือเป็นแนวทางหลักในการรักษา PTSD สามารถทำเป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุการณ์ที่เผชิญ ลดอาการหวาดกลัว และพัฒนาทักษะการรับมือกับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ

  1. การบำบัดความคิดและพฤติกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการรักษา PTSD โดยมุ่งช่วยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ เผชิญและจัดการกับความทรงจำหรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย พร้อมทั้งช่วยปรับมุมมองและความคิดที่บิดเบือน เช่น ความรู้สึกผิดหรือการโทษตนเองอย่างไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ CBT ยังช่วยเสริมทักษะการรับมือกับความวิตกกังวลและสถานการณ์ตึงเครียด ทำให้ผู้ป่วยสามารถจัดการอารมณ์ ความคิด และปฏิกิริยาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และค่อย ๆ กลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม
  2. การบำบัดแบบกลุ่ม (Group Therapy)
    ผู้ป่วยสามารถแบ่งปันประสบการณ์ ร่วมกันเรียนรู้ทักษะการรับมือ และได้รับการสนับสนุนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
  3. การบำบัดครอบครัว (Family Therapy)
    เหมาะสำหรับผู้ที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว ช่วยให้คนรอบข้างเข้าใจอาการ เรียนรู้การสื่อสาร และสนับสนุนผู้ป่วยได้ดีขึ้น
3. การใช้ยา (Medication)

          การใช้ยามักช่วยเสริมประสิทธิภาพของการทำจิตบำบัด โดยช่วยบรรเทาอาการสำคัญ เช่น ความวิตกกังวล ความเศร้า อารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ หรืออาการชาเฉยทางอารมณ์ ทำให้ผู้ป่วยมีความพร้อมมากขึ้นในการเปิดใจ พูดคุยถึงเหตุการณ์ และเรียนรู้ทักษะการรับมือผ่านการบำบัด นอกจากนี้ ยาบางชนิดยังช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับความกลัวและความเครียด ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นคงขึ้นทางอารมณ์ ลดความไวต่อสิ่งกระตุ้น และสามารถควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองต่าง ๆ ได้ดีขึ้น โดยรวมแล้ว การใช้ยาทำให้การรักษาโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

4. กลยุทธ์การช่วยเหลืออื่น ๆ

          เพื่อสนับสนุนการรักษาหลัก ผู้ป่วยอาจได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม เช่น

  • ให้ความรู้ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับ PTSD และวิธีดูแล
  • ฝึกทักษะผ่อนคลายและการจัดการความโกรธ
  • ปรับพฤติกรรมการนอน อาหาร และการออกกำลังกาย
  • เรียนรู้การจัดการความรู้สึกผิด ละอาย หรือความโกรธ
  • ฝึกเผชิญสิ่งกระตุ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หลีกเลี่ยงจนเกินไป

 

          การรักษา PTSD ต้องอาศัยการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญและปรับตามลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย การผสานจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสมดุลทางอารมณ์ และกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

อ้างอิง

  • World Health Organization. (2024, May 27). Post-traumatic stress disorder (PTSD).
  • Psychology Today. (n.d.). Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD): Causes and Risk Factors.