KrisakornClinicBKK

โรคถอนผมตัวเอง
Trichotillomania

ในปัจจุบัน ผู้คนเผชิญกับความเครียดและความกดดันจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน การเรียน หรือปัญหาชีวิตประจำวันที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตโดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต หนึ่งในปัญหาที่มักถูกมองข้ามคือ โรคดึงผม พฤติกรรมที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วเป็นอาการทางจิตเวชที่ควรได้รับการดูแล เพราะสามารถกระทบทั้งบุคลิกภาพ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นอย่างมาก

นิยามของโรคจิตเภท

โรคถอนผมตัวเอง (Trichotillomania – TTM) คือภาวะทางจิตเวชที่ผู้ป่วยมี ความอยากถอนเส้นผมซ้ำ ๆ อย่างควบคุมไม่ได้ แม้รู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดผมร่วง เจ็บหนังศีรษะ หรือส่งผลต่อรูปลักษณ์ก็ตาม ผู้ป่วยมักมีความตึงเครียดหรือความกระวนกระวายก่อนถอน และรู้สึกผ่อนคลายหรือโล่งใจหลังการถอนเส้นผม ซึ่งเส้นผมที่ถูกถอนอาจมาจากทุกส่วนของร่างกาย แต่พบบ่อยที่สุดที่ หนังศีรษะ คิ้ว และขนตา อาการมักเกิดซ้ำเป็นระยะเวลานานและส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ความมั่นใจ และความสัมพันธ์ทางสังคม

ตาม DSM-5 โรคถอนผมตัวเองถูกจัดอยู่ในหมวด “OCD และความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง” เนื่องจากมีลักษณะร่วมกันคือ พฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ควบคุมได้ยาก และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพฤติกรรมที่ทำซ้ำกับร่างกายโดยไม่รู้ตัว (Body-Focused Repetitive Behaviors: BFRBs) เช่น แกะผิวหนัง กัดเล็บ กัดริมฝีปาก หรือถอนผม เป็นต้น ???

อาการของโรคถอนผมตัวเอง

อาการดึงผมตัวเองมักเกิดขึ้นในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น โดยทั่วไปจะปรากฏครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 10–13 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในทารก เด็กเล็ก วัยรุ่นตอนปลาย หรือในผู้ใหญ่เช่นกัน โดยอาการหลักของโรคถอนผมตัวเอง ได้แก่

  • มีความอยากดึงผม จากศีรษะ คิ้ว ขนตา ขนบริเวณอวัยวะเพศ ขนขา หรือส่วนอื่นของร่างกาย
  • พยายามหยุดทำ แต่ไม่สำเร็จ
  • หลังจากดึงผมแล้ว บางรายอาจมีอาการ ม้วนผมที่ดึงได้ แตะผมที่ริมฝีปาก ใบหน้า หรือ ตรวจปลายผมหรือรากผม  หรือแม้แต่กินเส้นผม (trichophagia) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ 

  พฤติกรรมมักควบคุมตัวเองไม่ได้และหลายครั้งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักทำให้ผมร่วงหรือศีรษะล้านเป็นหย่อม โดยผู้ที่เป็นโรคถอนผมตัวเองมักเกิดร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น เช่น โรควิตกกังวล, โรคย้ำคิดย้ำทำ, ความผิดปกติด้านการกิน, ความผิดปกติด้านอารมณ์หรือบุคลิกภาพ เป็นต้น

อาการด้านบวก (positive symptoms)

เป็นอาการที่แสดงออกมาทางความคิดและพฤติกรรมที่ผิดปกติมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป ได้แก่

  • อาการหลงผิด (delusion) คือการมีความคิดหรือความเชื่อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่น การหลงผิดว่ามีคนจะมาทำร้าย การหลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ มีความสามารถพิเศษ เป็นต้น
  • อาการประสาทหลอน (hallucination) ผู้ป่วยอาจได้ยิน กลิ่น เห็น สัมผัส หรือรับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง  
  • การพูดแบบไม่มีระเบียบแบบแผน (disorganized speech) คือการพูดในลักษณะที่หัวข้อวลีหรือประโยคที่กล่าวออกมาไม่สัมพันธ์กัน เช่น การเปลี่ยนเรื่องที่พูดจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันเลยเป็นต้น
  • พฤติกรรมแบบไม่มีระเบียบแบบแผน (disorganized behavior)คือ พฤติกรรมที่ผิดแปลกไปอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติของคนทั่วไปในสังคม เช่น ไม่ใส่เสื้อผ้า การเล่นอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น
  • พฤติกรรมเคลื่อนไหวผิดแปลกไปจากปกติ(catatonic behavior) เช่น การเคลื่อนไหวมากเกินไปน้อยเกินไป หรือนิ่งแข็งอยู่กับที่

สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น

สาเหตุที่แท้จริงของโรคถอนผมตัวเองยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางบุคลิกภาพ, พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันคล้ายกับความผิดปกติทางจิตอื่นๆ นอกจากนี้ โรคถอนผมตัวเองอาจเกี่ยวข้องกับ ความเป็นคนสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และมักถูกใช้เป็นวิธีหนึ่งในการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด หรือใช้เพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดจากอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความหงุดหงิด ความไม่พอใจ ความคับข้องใจ หรือแม้แต่ความเบื่อหน่าย

ปัจจัยกระตุ้น

พฤติกรรมถอนผมตัวเองมักเกิดจากปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ทั้งด้านอารมณ์ สภาพแวดล้อม และความเคยชิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดแรงกระตุ้นให้ดึงผมโดยไม่รู้ตัว ปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ความเครียดและความกังวล เมื่อเผชิญกับสถานการณ์กดดัน ผู้ป่วยมักมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นและใช้การดึงผมเป็นวิธีระบายความรู้สึก
  • ความเบื่อหรือช่วงที่ไม่ได้ใช้สมาธิ เช่น ขณะนั่งดูทีวี อ่านหนังสือ นั่งฟังประชุม หรืออยู่เฉย ๆ ทำให้มือว่างและเกิดการดึงผมโดยไม่ตั้งใจ
  • ความรู้สึกด้านลบ เช่น ความหงุดหงิด ความคับข้องใจ ความไม่พอใจ หรืออารมณ์เศร้า สามารถกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมซ้ำได้
  • สิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส เช่น รู้สึกว่ามีเส้นผม “แตกปลาย,” “หยาบ,” หรือ “ผิดปกติ” กระตุ้นให้เกิดความอยากถอนผมเพื่อลดความรำคาญ
  • สภาพแวดล้อมและความเคยชิน บางคนจะดึงผมมากขึ้นในสถานที่หรือช่วงเวลาที่คุ้นเคย เช่น ก่อนนอน บนโต๊ะทำงาน หรือในช่วงเครียดประจำวัน

  ปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การระบุสิ่งกระตุ้นเฉพาะของตนเองจึงเป็นส่วนสำคัญของการบำบัด เพราะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์และลดความถี่ของพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษา

 หลายคนที่มีอาการถอนผมตัวเองมักไม่มารับการรักษา เพราะรู้สึกอับอายหรือไม่รู้ว่าอาการนี้เป็นปัญหาทางจิตเวชที่สามารถดูแลรักษาได้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า มักมีโอกาสเข้ารับการรักษามากกว่า เนื่องจากมารักษาอาการซึมเศร้า ทำให้ได้รับการดูแลอาการดึงผมไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว

สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน หนึ่งในวิธีที่ได้ผลดี คือการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม ช่วยลดความถี่ของการดึงผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการใช้ยายังไม่ใช่การรักษาหลัก แต่ยาบางชนิด เช่น ยาต้านซึมเศร้าและยาต้านโรคจิต ก็มีผลการศึกษาที่เริ่มชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในบางราย

อ้างอิง

  • Rama Channel. “โรคดึงผม โรคทางจิตเวชที่คนเป็นอาจไม่รู้ตัว.” Rama Channel, 2 กุมภาพันธ์ 2017.
  • Psychology Today. “Trichotillomania (Hair Pulling).” Psychology Today.