KrisakornClinicBKK

ภาวะความเครียดจากการทำงาน

ภาวะความเครียดจากการทำงาน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง กำหนดเวลาเร่งรัด และความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้น แม้จะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่หากความเครียดสะสมต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลลบต่อทั้งสุขภาพกายและใจอย่างมีนัยสำคัญ

การที่เราเข้าใจเรื่องความเครียดอย่างลึกซึ้ง, รู้จักสังเกตสัญญาณ, และเรียนรู้วิธีรับมือ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อตัวเราเอง

อาการของภาวะเครียด

ความเครียดจากงานมักแสดงออกผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในวิธีทำงาน ก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น เมื่อคุณเผชิญกับความเครียดในที่ทำงาน คุณอาจสังเกตว่าพฤติกรรมการทำงานของตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการจัดลำดับความสำคัญของงาน วิธีการทำงาน หรือการสื่อสารและประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักเกิดจากความคิดและอารมณ์ที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด และอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงได้

หากต้องทำงานภายใต้ความกดดันอย่างต่อเนื่อง ความเครียดสะสมอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ซึ่งเป็นสภาวะที่ร่างกายและอารมณ์เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง และอาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล เป็นต้น

สัญญาณของความเครียดที่คุณควรสังเกต

1.การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทางความรู้สึก
  • รู้สึกปลีกตัวและห่างเหิน ขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการทำงาน
  • ความมั่นใจในตัวเองลดลง
  • ปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น หงุดหงิดง่าย ร้องไห้บ่อย อ่อนไหว หรือก้าวร้าวมากขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงทางความคิด รูปแบบการคิดที่เปลี่ยนไปเมื่อมีความเครียด
  • ด่วนสรุป โดยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
  • มองข้ามความสำเร็จ มัวแต่จดจ่ออยู่กับความท้าทายหรือปัญหาที่เจอ
  • ขยายปัญหาให้ใหญ่เกินจริง ทำให้ปัญหานั้นดูใหญ่โตกว่าความเป็นจริงมาก
  • คิดถึงแต่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดโดยอัตโนมัติ
  • โทษตัวเองสำหรับผลลัพธ์เชิงลบที่เกิดขึ้น
  • เปลี่ยนเรื่องดีให้กลายเป็นเรื่องลบ
3. พฤติกรรม (Behaviour) สิ่งที่เราทำหรือหลีกเลี่ยงเพราะความตึงเครียด
  • หลีกเลี่ยงงานบางอย่าง หรือเลี่ยงการทำภารกิจที่ต้องทำ
  • ทำงานล่วงเวลามากขึ้น ทั้งที่อาจไม่จำเป็น
  • ทำงานในช่วงวันหยุดพักผ่อน
  • ขอลาหยุดเพิ่ม หรือใช้เวลาว่างนอกงานมากขึ้นผิดปกติ
 

เมื่อความเครียดเรื้อรัง…อาจลุกลามเป็นโรคทางจิตเวช

ความเครียดจากการทำงานที่สะสมต่อเนื่องและไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะมันคือ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่สามารถพัฒนาไปสู่ภาวะทางจิตเวชที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างจริงจังได้ เช่น

  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) เมื่อความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และความรู้สึกท้อแท้หมดหวังสะสมอยู่เป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรังนี้สามารถลุกลามจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้
  • โรควิตกกังวล (Anxiety) การต้องเผชิญกับแรงกดดันและความไม่แน่นอนในหน้าที่การงานอยู่เสมอ อาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลที่รุนแรงและเกินกว่าเหตุ จนทำให้ไม่สามารถควบคุมความคิดที่กังวลเหล่านั้นได้
  • ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) เป็นสภาวะที่เชื่อมโยงกับความเครียดในงานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีลักษณะเด่นคือ ความอ่อนล้าทางอารมณ์อย่างรุนแรง, ความรู้สึกแปลกแยกและเฉยชาต่องานที่ทำ, และความรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถหรือไร้ประสิทธิภาพ ภาวะนี้จัดเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ

เมื่ออาการเหล่านี้เริ่มปรากฏขึ้น มันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ คุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ส่วนตัว และความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่น่าเป็นห่วงคือ หลายครั้งผู้ที่เผชิญกับภาวะเหล่านี้ อาจไม่ตระหนักรู้ ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคือ “ความเครียดที่สะสมและถูกละเลยมาเป็นเวลานาน” นั่นเอง

สาเหตุทั่วไปของความเครียดในการทำงาน

ความเครียดในที่ทำงานเกิดได้จากหลายปัจจัย และสิ่งที่ทำให้แต่ละคนเครียดก็ต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้ว สาเหตุหลัก 7 ข้อนี้ มักเป็นปัญหาที่ต้องระวัง

  • งานท่วมจนควบคุมไม่ได้ รู้สึกว่าปริมาณงานเยอะเกินไป หรือเราไม่มีอำนาจตัดสินใจจัดการงานของตัวเอง
  • ภาระความรับผิดชอบสูงและไม่ชัดเจน แบกรับภาระงานเกินควร หรือไม่รู้ว่าขอบเขตหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบคืออะไรกันแน่
  • ความกังวลเรื่องความมั่นคง กลัวการถูกเลิกจ้าง หรือวิตกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในองค์กร
  • การบริหารจัดการที่แย่ ขาดการสนับสนุนที่ดีจากหัวหน้า หรือผู้จัดการดูแลไม่เหมาะสม
  • ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน มีปัญหาหรือความสัมพันธ์ที่ยากลำบากกับเพื่อนร่วมทีม
  • การกลั่นแกล้งหรือคุกคาม เผชิญกับการบูลลี่หรือการก่อกวนในพื้นที่ทำงาน
  • การเลือกปฏิบัติ ถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม หรือถูกแบ่งแยกในที่ทำงาน

ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากสาเหตุข้างต้นแล้ว พื้นฐานชีวิต ประสบการณ์ การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมส่วนตัว ก็ส่งผลต่อการตอบสนองและวิธีที่เราจัดการกับความเครียดด้วยเช่นกัน

วิธีจัดการและรับมือกับความเครียดจากการทำงาน

นี่คือแนวคิดและเทคนิคที่ช่วยให้คุณจัดการกับความเครียดและความกดดันที่เกิดขึ้นในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ค้นหาสาเหตุของความเครียด
  สิ่งแรกที่สำคัญคือการระบุให้ได้ว่า อะไรคือตัวการหลักที่ทำให้คุณเครียด เช่น คุณมีภาระงานมากเกินไปในเวลาจำกัดหรือไม่? มีความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนในองค์กรมากไปหรือไม่?  คุณกำลังมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่? เป็นต้น
2. มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ “คุณเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้”
เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ให้แยกแยะว่าสิ่งใดที่คุณสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งใดที่คุณควบคุมไม่ได้
  • สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น กฎเกณฑ์เรื่องเวลาเข้างาน เวลาพัก หรือสถานการณ์การเลิกจ้าง
  • สิ่งที่ควบคุมได้ ลองหาวิธีเพิ่มความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับวันทำงาน เช่น หาเวลาเข้าสังคม หรือเดินเล่นสั้น ๆ ก่อนหรือหลังเลิกงาน
  • หากกังวลในเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การตกงาน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและทางเลือกต่าง ๆ จะช่วยบรรเทาความกังวลได้
3. เรียนรู้วิธีจัดการความเครียดในทันที
  เมื่อความกดดันถาโถม ร่างกายมักตอบสนองด้วยหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเกร็ง และการหายใจที่ถี่หรือสั้นลง ทำให้เราตัดสินใจได้ยากและรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ การเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดในทันทีช่วยให้ร่างกายสงบลงและลดความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว   คุณสามารถใช้วิธีง่าย ๆ เช่น การหายใจลึกแบบเป็นจังหวะ การยืดเหยียดสั้น ๆ หรือการเดินออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ นอกจากนี้ กิจกรรมที่ช่วยฟื้นสมดุลทางกายและใจ เช่น โยคะ ฝึกสมาธิ การออกกำลังกายเบา ๆ หรือการเปิดเพลงผ่อนคลาย ก็สามารถลดความเครียดได้ภายในไม่กี่นาที การให้ร่างกายได้พักและขยับเพียงเล็กน้อย ช่วยรีเซ็ตระบบประสาทและทำให้คุณกลับมารับมือกับงานได้มั่นคงขึ้น
4. พูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจ
  การได้พูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจช่วยลดภาระทางใจได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว การเปิดใจเล่าถึงความกดดันที่เผชิญอยู่ ทำให้คุณไม่ต้องรับทุกอย่างไว้คนเดียว และยังเปิดโอกาสให้ได้รับคำแนะนำหรือการสนับสนุนที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น หากต้องการพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มเติม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสมและมีทิศทาง.  
5. สร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience)
  การสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจคือทักษะที่ช่วยให้คุณรับมือกับความยากลำบากในที่ทำงานได้มั่นคงขึ้น ความยืดหยุ่นหมายถึงความสามารถในการปรับตัว ฟื้นตัว และมองหาทางออกอย่างสร้างสรรค์เมื่อเจอสถานการณ์กดดัน คุณสามารถพัฒนาทักษะนี้ได้ด้วยการลองมองปัญหาในหลายมุม ค้นหาวิธีแก้ไขที่ทำได้จริง และปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เมื่อความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น คุณจะกลับมาสู่สมดุลได้เร็วขึ้นพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  • 6. กำหนดขอบเขตและปิดสวิตช์งาน
  •   การกำหนดขอบเขตงานอย่างชัดเจนช่วยลดความเครียดได้มาก โดยเฉพาะเมื่อทำงานจากบ้าน การแยกเวลางานออกจากเวลาส่วนตัวและ “ปิดสวิตช์งาน” ในช่วงพักเป็นสิ่งจำเป็น ลองเริ่มต้นและจบวันด้วยกิจวัตรที่ช่วยให้ร่างกายเข้าและออกจากโหมดทำงานได้อย่างเป็นระบบ เช่น ตื่นให้เร็วขึ้นเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม หรือหลีกเลี่ยงการหยิบโทรศัพท์ทันทีหลังตื่น และใช้เวลากับกิจกรรมเบา ๆ ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแทน วิธีเหล่านี้ช่วยให้คุณรักษาสมดุลและฟื้นพลังได้ดีขึ้นในแต่ละวัน
    7. ดูแลสุขภาพกายให้ดี
      การดูแลสุขภาพกายเป็นรากฐานสำคัญของการรับมือกับความเครียด เพราะเมื่อร่างกายอ่อนล้า อารมณ์และความคิดมักสั่นคลอนไปด้วย ลองเพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นการยืดเส้นสั้น ๆ เดินในช่วงพัก หรือออกกำลังกายเบา ๆ รวมถึงใส่ใจเรื่องอาหาร การดื่มน้ำ และการนอนหลับให้เพียงพอ การจัดกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อสุขภาพกายแข็งแรง จิตใจก็มีพลังพอที่จะเผชิญทุกความท้าทายได้มั่นคงกว่าเดิม

    อ้างอิง

    • American Psychological Association. (2014). Work stress
    • Acas.(2025). Managing work-related stress.